วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

ด้วยความดีในดวงใจพ่อ


..........ตาสร้างบ้านหลังกะทัดรัดชั้นเดียวทาสีขาวอยู่บนเนินหญ้าหน้าบ้านหลังใหญ่ไว้สำหรับเขียนหนังสือ ภายในบ้านมีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน มีคอมพิวเตอร์ เครื่องปรินต์งานเขียน ทีวีจอยักษ์ ตู้เย็น ติดแอร์เย็นฉ่ำ ตอนกลางวันตาขลุกตัวอยู่ที่นี่ตลอดทั้งวัน อยู่กับงานเขียนที่ตารัก ตาสร้างบ้านชั้นเดียวหลังนี้สำหรับเป็นที่เก็บหนังสือที่ตาสะสมไว้มากมาย ตาแยกเก็บบนหิ้งหนังสือขนาดต่าง ๆ อย่างเป็นหมวดหมู่ หนังสือบางพวกก็ถูกเก็บไว้ในตู้ บนชั้นวางติดผนังที่คิดออกแบบเป็นพิเศษ กลายเป็นชั้นเก็บหนังสือได้เป็นอย่างดี นอกจากตู้ หิ้ง ชั้นวางหนังสือ ตายังให้ช่างออกแบบทำโต้โชว์ใส่ ถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล ขนาดต่าง ๆ และโชว์ภาพถ่ายที่ระลึกในพิธีรับพระราชทานรางวัลจากสถาบันอื่น ๆ อีกหลายภาพ ล้วนเป็นรางวัลจากการสร้างสรรค์งานเขียนของตา ที่สะสมมาแต่วัยหนุ่ม จนกระทั่งวัยเกษียณอายุราชการ
..........ตาเรียกเรือนหลังนี้ว่า
“บ้านหนังสือ”
..........บ้านหลังกะทัดรัดสวยงาม บรรยากาศรอบตัวห้อมล้อมด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งแนวสาระและบันเทิง ที่ถูกแยกแยะไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ผิดกับห้องสมุดชั้นดี ตาเป็นคนรักหนังสือ ชอบอ่านและชอบเขียน ตายอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อสร้างบ้านหนังสือหลังงามภายหลังเกษียณราชการแล้ว วัน ๆ ตาจึงมีความสุขอยู่ในบ้านหนังสือที่เงียบสงัดและเย็นฉ่ำด้วยแอร์คอนดิชั่น ทั้งวันตาขลุกอยู่กับงานเขียน ตาเป็นคนชราที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ไม่ว่าจะพิมพ์งานด้วยคอมพิวเตอร์ ปรินต์งาน ใช้อินเทอร์เน็ต ตาทำเองได้อย่างคล่องแคล่ว หากเดินทางไปบรรยายให้ความรู้แก่ครู นักเรียน หรือเดินทางไปต่างจังหวัด ตาจะหิ้วคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไปด้วย ตาทำงานเขียนได้ทุกที่ แม้แต่บนรถยนต์หากตาคิดจะสร้างสรรค์งาน ตาทำได้ทุกโอกาส ถ้ามีคนขับรถให้ ตาอ่านหนังสือจนติดเป็นนิสัย แม้ในวัยชราตาก็อ่านหนังสือบนรถยนต์นับว่าสายตาดีมากทีเดียว
..........บรรยากาศรอบบ้านหลังใหม่ กับบ้านหลังใหญ่ที่ปลูกด้วยแปลนทรงไทยสวยงาม ร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ มีวางผังการปลูกอย่างเป็นระเบียบ ด้านหน้าบ้านเน้นไม้ดอกไม้ใบสวยงามซึ่งปลูกประดับตามสวนหย่อมขนาดต่าง ๆ ริมบันไดขึ้นบ้านหลังใหญ่ สร้างน้ำตกจำลองไหลสาดซ่าสู่แอ่งน้ำหมุนเวียนให้ปลาสวยงามแหวกว่ายละลานตา ด้านข้างของบ้านเป็นไม้ผลให้ความร่มรื่น ส่วนด้านหลังบ้านเป็นแปลงปลูกพืชผักสวนครัว มีทั้งที่ปลูกในแปลง และปลูกในกระถาง จัดวางเข้าชุดอย่างสวยงาม ติดแนวรั้วคอนกรีตอีกด้านหนึ่งเป็นเรียนกล้วยไม้ที่ตาสะสมแล้วศึกษาวิธีเลี้ยงและบำรุงจากหนังสือที่ซื้อมาอ่านกลายเป็นเรือนกล้วยไม้ออกออกให้ชมตลอดปี
..........บริเวณด้านหน้าบ้านหนังสือของตาปลูกหญ้าญี่ปุ่น รอบ ๆ บ่อมีน้ำพุเล็ก ๆ จัดวางกระถางไม้ตัดชนิดต่าง ๆ ต้นชวนชมในกระถางล้วนมีโคนต้นสวยให้ดอกหลากสีสัน บริเวณโดยรอบตาเน้นตกแต่งด้วยสวนลีลาวดีพันธุ์ต่าง ๆ งามตาสะพรั่งบานในช่วงฤดูออกดอก
..........ทุกวันพระเป็นวันพักผ่อนของตา ตาจะหยุดอ่านหยุดเขียนไปจำศีลบำเพ็ญเพียรสมาธิ นั่งวิปัสสนากัมมัฎฐานที่วัดป่าอันเงียบสงบท้ายหมู่บ้าน ตาปฏิบัติเช่นนี้มาตั้งแต่เกษียณอายุราชการ การฝึกจิตให้สงบเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเขียน และยังเสริมสุขภาพให้แข็งแรง บางช่วงตาเดินจงกรมกำหนดจิตให้แน่วแน่ ซึ่งนับเป็นการทำสมาธิอีกอย่างหนึ่ง เวลาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนที่ตาสงบจิตใฝ่ทางธรรม ทำให้สุขภาพของตาแข็งแรง ไม่ปวดแข้งปวดขาหรือปวดเอวเหมือนผู้คนที่อยู่ในวัยชรา ตาจึงเป็นคนแก่ที่มีใจเยือกเย็นอารมณ์ดี มีรอยยิ้มอยู่บนวงหน้าเป็นอาจิณ
.........ผมเป็นหลานคนเดียววัย 18 ปีของตากับยาย แม่ก็เป็นลูกสาวคนเดียวของตาและยาย แม่เรียนจบปริญญาโทเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในตัวจังหวัด พ่อก็จบปริญญาโทสาขาเกษตรพืชสวน ครอบครัวเราล้วนมีอาชีพรับราชการ ตาเกษียณอายุราชการตำแหน่งอาจารย์ 3 ระดับซี 9 ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย ยายเป็นครูสอนโรงเรียนประถม พอแม่เรียนจบมีการงานทำยายก็เออรี่รีไทร์ตัวเอง ที่จริงยายออกจากราชการมาเลี้ยงหลาน ตอนผมเป็นทารกแดง ๆ เมื่อคนทั้งบ้านล้วนทำงานข้าราชการ ผมกลายเป็นส่วนเกิน โอ้ย! มิใช่ซิครับ! ที่จริงเป็นที่รักสุดสวาทขาดใจของบ้าน ทั้งตายายและพ่อแม่ต่างหาคนเลี้ยง แม่บอกว่าจะหาคนมาเลี้ยงผมตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนแม่จะเลี้ยงเอง บังเอิญช่วงนั้นข่าวแก๊งลักพาเด็กทารกเป็นข่าวทั้งทางทีวีและทางหน้าหนังสือพิมพ์ พวกแก๊งขโมยเด้กมาในรูปสาวใช้หรือพี่เลี้ยงเด็กตามบ้าน พอพ่อแม่เผลอหรือมัวแต่ไปทำงานก็แอบพาเด็กหนีหายเข้ากลีบเมฆ นับว่าเป็นเคราะห์หามยามซวยแท้ ๆ
..........ยายได้เห็นข่าวเท่านั้นแหละก็ประกาศออกมาลั่นบ้าน
..........“แม่จะเลี้ยงเจ้าเอกเอง หลานคนเดียวของยายแท้ ๆ ยายต้องเลี้ยงได้” ป ระกาศออกมาแล้วยายก็ทำอย่างที่ตั้งใจโดยไม่ฟังคำทัดทานของใคร
..........ตาตั้งชื่อให้ผมว่า “เอกโลกา” ทั้งยายและพ่อแม่ฟังชื่อผมแล้วพากันทำหน้าเหมือนโลกแตก โดยเฉพาะยายถึงกับร้องขอหลอดยาดม สูดลมเข้าปอดเฮือกใหญ่ ขณะร้องถามให้แน่ใจอีกครั้ง
..........“ตาตั้งชื่อหลานว่าไงนะ” ยายสูดยาดมอีกเฮือกหนึ่ง
..........ตาขยับตัวทำหน้าภูมิอกภูมิใจก่อนตอบเสียงดังฟังชัดว่า
..........“เจ้าเอกโลกา” ตาเน้นเสียง ก่อนอรรถาธิบายต่อย่างกลัวคนอื่นจะแย้งว่า
..........“เอก หมายถึงหนึ่ง โลกาหมายถึงโลก เมื่อแปลรวมกัน “เจ้าหนึ่งเดียวในโลก” เป็นไงฟังแล้วมีความหมายดีมั๊ย หลานตาจะต้องเป็นหนึ่งเดียวตลอดกาล”
..........ตาต่อคำอย่างกลัวยายแย้ง ยายหันไปสบตาแม่เหมือนอยากร้องไห้
..........“ตา...หมดชื่อจะตั้งแล้วรึ ตั้งให้ฟังไพเราะ มีความหมายดีกว่านี้ไม่ได้รึไง” ยายว่า
..........“นี่...สุด...สุดแล้วนะแก ตาหนูเป็นหลานตาหลานยายคนเดียว หนึ่งไม่มีสอง หลานฉันจะต้องเป็นหนึ่งตลอดกาล” ตาร่ายยาว
..........ยายไม่ยอมลดละเช่นกัน “เผื่อ พ่อ...แม่ เค้ามีอีกสักโหล ตาจะว่าไง”
..........พูดจบยายหันไปสบตาพ่อและแม่ พ่อหน้าแดงถึงใบหู หนูขอคนเดียวพอ...”
..........แม่ประกาศต่อหน้าพ่อ และต่อหน้าตายาย
..........“เออ...คิดอีกทีก็ดีเหมือน พ่อชื่อเอกมนัส แม่ชื่อ พรนภา”
..........ตอนท้ายยายเสียงอ่อนลง มีท่าทีสนับสนุน แต่แม่ยังกังขา
..........“แล้วตอนเรียกชื่อเล่นล่ะแม่ พ่อเรียกเอก แล้วลูกจะเรียกเอกีกหรือคะ”
..........แม่ร้องขึ้น “พ่อผมหัวเราะหึ..หึ..คงนึกขำตอนเรียกชื่อ เวลาอยู่บ้าน พ่อผมจะถูกเรียกสั้น ๆ ว่า “เอก” ส่วนแม่ ตากะขายจะเรียกว่า “พร”มาถึงตอนนี้ตาทำหน้างง...งงอยู่ครูหนึ่ง
..........เออ...เรียกเอกพ่อ...เอกลูกเข้าท่ามั๊ย”
..........ยายหัวเราะ พ่อกับแม่ก็หัวเราะ ส่วนตาจ้องหน้าทุกคนพร้อมคิดไปด้วย
..........ในที่สุดตาพูดขึ้นว่า... “คนเป็นพ่อเรียกพยางค์หลัง “มนัส หรือ นัส” สวนคนเป็นลูก “เอกโลกา” เรียก “เอก” พยางค์หน้าดีมั๊ย”
..........ตาถามลอย ๆ โดยไม่เจาะจงใคร พ่อถือโอกาสพูดบ้าง หลังจากนั่งฟังซะนาน
..........“ดีเหมือนกันครับพ่อ พรว่าดีมั๊ย”
..........พ่อหันมาถามแม่พลางหัวเราะ
..........“แรก ๆ คงลำบากเหมือนกัน เพราะเรียกติดปากแล้ว”
..........ยายเสริม “แม่ก็ว่างั้นแหละ เรียกยากนัก เจ้าเอกโลกากะเจ้าเอกมนัส” ยายแกล้งลากเสียงล้อเลียนลูกเขย
..........พ่อผมอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี
..........“แกก็ต่อให้ยาวไปอีกสิ เจ้าเอกโลกาหลานตาโชค เจ้าเอกโลกาหลานยายมณีจันทร์” ตาพูดติดตลก
..........เสียงหัวเราะในครอบครัวดังขึ้นพร้อมกัน
...........เป็นไงครับ...แต่เรื่องเล่าตอนตั้งชื่อผมก็สนุกได้ฮากลิ้งแล้ว ตาเป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวให้ผมฟัง ผมเป็นคนติดตากับยายมาก ตอนเด็ก ๆ ผมเรียกยายว่า “แม่” และเรียกตาว่า “พ่อ” เรียกพ่อว่า “พ่อเอกมนัส” เรียกแม่ว่า “แม่พร” เหมือนตากับยายเรียกซึ่งผมก็เรียกตาม ผมเป็นโรคติดตากับยาย เพราะคลุกคลีอยู่กับท่านตั้งแต่เล็กจนเติบโต ยายรักผมมาก และผมก็รักยายมากเช่นกัน ยายสละตำแหน่งอาชีพข้าราชการออกมาเลี้ยงผม ตักของยายจึงอบอุ่นเสมอยามหนุนนอนและยายยกมือลูบศีรษะผมเบา ๆ เหมือนตอนเป็นเด็ก แม้ผมจะย่างเข้าวัยหนุ่มแล้วหากมีโอกาสผมจะนอนหนุนตักยายทันทีผมเพิ่งจะมาเรียกตาเรียกยายตอนเรียนมัธยมนี่เอง แต่ก็เป็นเพียงบางครั้งเท่านั้น ส่วนมากแล้วผมจะยังเรียกว่า “พ่อ” และเรียกยายว่า “แม่” อย่างชินปากชินคำมาแต่เด็ก ๆ
..........ผมแยกมานอน “บ้านหนังสือ” กับตา ส่วนพ่อแม่และยายอยู่บนบ้านทรงไทย ยายเห็นดี เพราะอย่างน้อยผมก็ได้ดูแลตา แต่ปกติตาไม่ชอบให้ใครรบกวน ตาจะขลุกอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในตอนกลางวัน เป็นเวลาตาเขียนหนังสือ พอตกบ่ายตะวันโรยแสง ตาจะออกมายืดแข้งยืดขา เปิดน้ำผ่านสายยางฉีดพ่นรดต้นไม้ ดูแลปลาสีสวยในบ่อ โดยมีผมเป็นลูกมือ หากผมไม่หลบไปเตะบอลกับเพื่อน ๆ ที่สนามหน้าโรงเรียนที่ตาเคยสอน ซึ่งตอนอยู่ชั้นประถมผมก็เรียนที่นั่น... ส่วนเรือนกล้วยไม้ตาว่าจ้างให้ช่างมาติดระบบฉีดน้ำแบบยูเร็มพ่นน้ำเป็นฝอยเหมือนฝนตก วันหนึ่งพ่นน้ำเช้า-เย็น วันละสองเวลา กล้วยไม้เจริญงอกงาม และออกดอกสวยช่อยาวให้ตัดใส่แจกันบูชาพระ หรือเก็บเข้าช่อถวายพระตอนใส่บาตรหน้าบ้านทุกเช้า ผมชอบออกมายืนใส่บาตรกับตายายตั้งแต่เริ่มหัดเดิน ตาอุ้มผมหยิบของใส่บาตรพระ
..........หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดป่าที่ตาเคารพนับถืออกมาบิณฑบาตทุกเช้า ส่วนวันพระตาจะไปรักษาอุโบสถศีล
ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐานที่วัด หลวงพ่อรักและเอ็นดูผมเหมือนลูกหลาน พระสมเด็จที่ห้อยคอผมท่านมอบให้ตอนพ่อแม่พาไปทำบุญวันเกิดครบ 6 ขวบ
..........ตอนเช้า หลวงพ่อท่านฉันมังสวิรัติเวลาเดียว อาหารที่ญาติโยมใส่บาตรท่านจะเทรวมกันแล้วฉันในบาตร ท่านเคยตักอาหารรสไม่เผ็ดใส่จาน แล้วยื่นให้ตาพลางบอกว่า
..........“เอ้า...โยมเอาข้าวนี่ป้อนเจ้าเอก จะได้ฉลาดเฉลียวเป็นคนดี คนเก่ง”
..........ตายกมือไหว้ก่อนรับจานใส่อาหารมังสวิรัตินคลุกข้าวมาป้อน ซึ่งผมก็กินจนอิ่มท้องกาง
..........“เจ้านี่เป็นเด็กวัดตั้งแต่อายุสองขวบ” ตาพูดกับหลวงพ่อ
..........“ดีแล้วโยม เขาจะชอบเข้าวัดเข้าวา” หลวงพ่อว่า ขณะนั่งบนอาสนะฉัตภัตตาหารในบาตร พระรูปอื่น ๆ ที่มีอยู่ในวัด 3-4 รูป ก็ฉันในบาตรเช่นเดียวกัน
..........จะเป็นเพราะผมกินข้าวเสกของหลวงพ่อหรือเปล่า ร่างกายผมเติบโตเกินวัย อายุ 18 ปี สูงถึง 175 เซนติเมตร ทั้งใหญ่หนาบึกบึน แถมรูปหล่อ ผิวขาวอมชมพูเหมือนผิวสาววัยอ่อน ความฉลาดเฉลียวเป็นเลิศ เกรดเฉลี่ย 4.00 คือผลการเรียนของผม และยังเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมโรงเรียน แต่กีฬาที่ผมชื่นชอบ คือ ฟุตบอล ผมฝันอยาเป็นดาราแข้งทองอย่างเดวิด เบ็คแฮม ให้อสาว ๆ กรี๊ด พ่อเย้าว่า สาว ๆ กรี๊ดนะไม่เป็นไรหรอก แต่ไม้ป่าเดียวกันกรี๊ดนี่สิรับไม่ได้
..........แต่ตาว่า “มีคนรักนะดีแล้ว เราจะรักเขาหรือไม่รักอยู่ที่การมีสติว่ากำลังทำอะไรอยู่
..........ความหมายของตาเตือนว่า ทำอะไรอย่าขาดสติ คนขาดสติก็เหมือนว่าวขาดลอยตามลม ทำอะไรคิดอะไรให้มีสติยั้งคิดทุกเมื่อ แล้วจะทำอะไรไม่ผิดพลาด ตาชอบย้ำอย่างนี้บ่อย ๆ มากกว่าจะห้ามปราม พูดทำนองให้รู้จักคิด
..........“บ้านหนังสือ” ของตามี 3 ห้อง เป็นบ้านชั้นเดียวรูปตัวแอล ทำมุขยื่นออกมาทางบันไดขึ้น ห้องพระคือส่วนที่ยื่นสู่ทิศตะวันออก การจัดโต๊ะหมู่บูชาบนหิ้งก็หันหน้าไปทางเดียวกัน ห้องนอนตาอยู่กลาง สำหรับห้องของผมอยู่ปีกทางทิศตะวันตก ผนังกั้นรอบทิศมีหน้าต่างหกบานแบบคู่แล้วเป็นประตูทางเข้า หลังจากเดินขึ้นบันไดเตี้ย ๆ 3 ขั้น ตาวางเครื่องคอมพิวเตอร์ ดูทีวี ตรงระเบียงหน้าห้อง ส่วนที่ยื่นออกมาจึงเป็นทั้งที่ทำงานและสำหรับนั่งพักผ่อนของตา
..........ตอนกลางคืนตาไม่ทำงานเขียน จะดุข่าวหัวค่ำ แล้วอ่านหนังสือตามใจชอบ ไม่ยึดติดกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง หมุนเวียนอ่านไปเรื่อย ๆ จากหนังสือที่สนใจจนกว่าจะจบเล่ม ตารับหนังสือพิมพ์ทุกวันเพื่อจะอ่านในช่วงบ่าย บางคืนก็อ่านก่อนนอน แล้วบ่นว่าหนังสือพิมพ์ตัวเล็ก อ่านกลางคืนไม่ไหวทรมานสายตา
..........ตายังไม่เข้านอน แม้ข่าวสี่ทุ่มซึ่งเป็นข่าวรอบดึกจบไปแล้ว ตาเอาหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าที่เก็บสะสมไว้ออกมาวางกองรวมกันบนพื้น เมื่อเห็นผมยกถ้วยโอวัลตินร้อนมาวางให้บนโต๊ะเขียนหนังสือเช่นทุกคืน ปกติตาดื่มเครื่องดื่มหนึ่งแก้วก่อนนอน ผมตั้งใจว่าหลังตาดื่มเรียบร้อยแล้วจะเก็บถ้วยล้างแล้วขอตัวเข้านอน
..........“เอกจะนอนแล้วเหรอ” ตาเงยหน้าขึ้นถาม
..........“ยังหรอกครับ ตามีอะไรจะให้ผมช่วยครับ”
..........“อยากให้ช่วยตัดคอลัมน์เกี่ยวกับในหลวง ตาพับหน้ากระดาษไว้เป็นที่สังเกต ใช้กรรไกรตัดได้เลย”
..........“ได้ครับตา การบ้านผมก็ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว” ผมบอกพร้อมหยิบกรรไกรตัดกระดาษจากกระป๋อง
..........ตาเก็บสิ่งของไว้เป็นระเบียบ หาง่าย เอากระป่องเครื่องดื่มหรือกล่องขนมปังมาใส่ของใช้จำพวกกรรไกร ปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด เป็นการนำของใช้แล้วกลับมาใช้ได้อีก ไม่ทิ้งขว้างให้เป็นขยะอย่างเปล่าประโยชน์
..........“สิ่งของบงอย่างหากนำมาใช้ได้ก็ควรใช้ให้คุ้มค่า หากดัดแปลงเป็นของใช้อย่างอื่นได้ก็ควรทำ” ตามักจะกล่าวย้ำกับลูกหลานทุกคนเช่นนี้ “ถ้าเราปฏิบัติได้ก็เป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ โลกของเราจะสดสวยไปอีกนาน”
..........ผมและตานั่งกับพื้นใช้กรรไกรตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ คอลัมน์ที่เขียนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บ้างตีพิมพ์เกี่ยวกับพระราชประวัติ การเสด็จ ฯ เยือนต่างประเทศ พระราชกรณียกิจต่าง ๆ โครงการพัฒนาตามพระราชดำริ การเสด็จเยี่ยมเยียนประชาราษฎรของทั้งสองพระองค์ การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง และอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราใช้เวลาตัดแยก 2 ชั่วโมงกว่าจึงสำเร็จ
..........นอกจากตาจะเก็บข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ยังมีแผ่นซีดี บ้างจากนิตยสาร หนังสือต่าง ๆ อีกหลายเล่ม และข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเพื่อการค้นคว้าข้อมูลที่จะนำมาเขียน
..........“พรุ่งนี้ตาจะเริ่มงานเขียนเกี่ยวกับในหลวง”
..........ผมเห็นแววตาแห่งความภาคภูมิเจิดจรัสภายในดวงตาคู่นั้น
..........การเขียนหนังสือต้องมีข้อมูลพร้อมใช่ไหมครับตา”
..........“เอก...เข้าใจถูกแล้ว ผู้เขียนหนังสือ ก่อนจะลงมือต้องมีข้อมูลหรือวัตถุดิบพร้อม คือ เป็นผู้เคยอ่าน เคยฟัง และเคยดูเคยเห็นมาแล้ว หากสมองยังโล่ง ๆ มีเพียงปากกาและกระดาษคงเขียนไม่ได้เท่าไร หากจะใช้จินตนาการก็ต้องมีข้อมูลเรื่องนั้น ๆ สำหรับการเขียนจึงจะสมบูรณ์...” ตาอธิบาย
..........“ผมเคยเข้าค่ายเยาวชนต้นกล้าวรรณกรรม ได้ฟังมาว่า ผู้จะเขียนหนังสือหรือเป็นนักเขียนได้ต้องอ่านหนังสือมาก ได้เห็นและได้ฟังมามาก...”
..........“ใช่แล้วลูก...” ตาทอดน้ำเสียงอบอุ่น “การเตรียมข้อมูลหรือวัตถุดิบเป็นการวางแผนเพื่อความพร้อมของนักเรียนทุกคน อย่างตาก็สะสมคอลัมน์ที่เขียนถึงในหลวงจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ ตาใช้เวลานานหลายปี เพราะตาตั้งใจจะเขียนเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านถึงสองวาระด้วยกัน คือ เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งเป็นการครองราชย์ที่ยาวนานกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก และงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างน้อมใจถวาย เพื่อพระองค์ท่าน...” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่เราคนไทยทุกคนควรได้แสดงออกอย่างทั่วหน้ากัน”
..........ตาอธิบายให้ผมฟังอย่างแจ่มแจ้ง การได้คลุกคลีอยู่กับตาทำให้การเรียนภาษาไทยของผมดีขึ้น เพราะผมได้อ่านหนังสือที่น่าสนใจ ได้ฟังเรื่องราวดี ๆ จากตา ผมคงจะได้เขียนเรียงความหรือทำรายงานเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจหรือไม่ก็หลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งตารวมทั้งพ่อแม่ของผมทำเป็นตัวอย่างที่ดี ผมขอตั้งปณิธานไว้ว่า “จะทำตัวเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ และเป็นคนดีของสังคม” ตลอดไป...
..........นาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ที่แขวนอยู่ข้างฝา ตีบอกเวลาครึ่งชั่วโมง ตาเหลือบขึ้นไปมอง
..........“โอ้...หกทุ่มครึ่งแล้วลูก เข้านอนซะ พรุ่งนี้เช้าจะตื่นสาย ต้องไปโรงเรียนมิใช่หรือ”
..........“ไปครับตา พรุ่งนี้วันศุกร์” ผมบอก
..........“นั่นสิ...ตาเก็บงานเข้าแฟ้มแล้วจะเข้าห้องพระสวดมนต์ก่อนนอนเหมือนกัน”
..........ตาบอกผมเข้านอน ขณะมือจัดเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม
..........วันต่อมา งานเขียนวรรณกรรมเชิงสารคดีเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช “พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย” ก็ได้เริ่มขึ้น
บทความนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือ ในหลวงของปวงไทย ซึ่งเขียนโดย โชติ ศรีสุวรรณ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น